วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

วนกลับมาอีกครั้ง กับนิทรรศการศิลปะฤดูหนาวนี้ (COURBET-EIN TRAUM VON DER MODERNE & Die Chronologie der Bilder)

จากที่เคยเปรยในบลอคของตัวเองไปแล้วว่า ปีเสือที่แล้วมาเป็นปีที่ยุ่งปีหนึ่งเลยสำหรับฉัน เพราะตั้งแต่การสอบภาษาเยอรมัน(ZD2) ย้ายที่อยู่ใหม่ เลยไปถึงชั่วโมงเรียนที่แน่นเอี๊ยดกว่าจะได้วันหยุดมานั่งชิวแบบนี้ ต้องแลกมาด้วยความเซ็งมากมายมหาศาล แต่ก็เอาเถอะ ปีเก่าได้ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จในชีวิตเราอีกขั้นหนึ่งแล้ว ก็เพียงพอสำหรับการพร้อมรับปีใหม่ และสิ่งใหม่ๆที่จะมาถึง

เกริ่นยาวเหลือเกิน เข้าเรื่องดีกว่า หน้าหนาวในเมืองไทยปีนี้อาจจะมีเรื่องไม่ค่อยสู้ดีนักปิดท้ายปี เพราะมีเรื่องอุบัติเหตุผุดขึ้นมาก่อนปีเสือจะจากไป แต่ที่เยอรมนีกลับเงียบเหงาโหวงเหวงตามสภาพอากาศ ทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะเลยเกรงว่าถ้าหนาวนี้ไม่มีอะไรเก๋ๆมาเซอร์ไพรส์เมื่อเคย ประชาชนชาวยุโรปคงได้เฉาตายกันหมดเสียก่อน ด้วยเหตุนี้พิพิธภัณฑ์หลายแหล่งในเมืองจึงได้เริ่มพร้อมใจทยอยปิดปรับปรุงตั้งแต่ช่วงปลายปี เพื่อเตรียมมาโชว์ของดีกันในช่วงเดือนปิดท้ายปีนี้แหละ



เริ่มกันด้วยของดีเดือนตุลา จากพิพิธภัณฑ์ Schirn Kunsthalle Frankfurt เรียกว่าพลาดไม่ได้ถึงที่สุด ถ้าไม่เอ่ยถึงคนเขียนก็จะรู้สึกผิดมาก(จริงๆคนเขียนอย่างฉันก็ปล่อยให้นิทรรศกาลนี้ค้างไว้ กว่าจะได้ไปดูก็เดือนธันวาโน่น เพราะติดสอบพอดีค่ะ) งานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของตัวพ่อชาวฝรั่งเศสจากช่วงศัตรวรรษที่ 19 "ฌ็อง เดซีเร กุสตาฟว์ กูร์แบ" (Gustave Courbet) หรือที่เราคุ้นหูกันในห้องเรียนไม่ว่าจะเป็นชื่อ กูเบ คูเบ โคเบต ประมาณนั่นแหละ ถือว่าไม่ผิดทั้งสิ้น เพราะแม้แต่คนฝรั่งเศสจะให้มาพูดชื่อคนไทยก็พบว่ามีปัญหาเยอะหนักกว่าคนไทยพูดชื่อคนฝรั่งเศสเสียอีก(เพราะฉะนั้นอย่าได้แคร์)


Bonjour, Monsieur Courbet ปี 1854

ชีวิตของกูร์แบ เป็นเสมือนเงาสะท้อนสู่แรงบันดาลใจอันแปลกใหม่ของศิลปินปัจเจกทั่วไป เลยไปถึงกลุ่มผู้แสวงหาการหลุดพ้นออกจากการเอารับอาเปรียบทางชนชั้นของสังคม ท่ามกลางสังคมยุคปฏิวัติของฝรั่งเศส ผลงานอันเป็นจุดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของลัทธิปรัชญาแนวสัจนิยม(Realism) ชีวิตของเขานำไปสู่แรงบันดาลใจของศิลปิน นักปรัชญา รวมไปถึงวงการวรรณกรรมในยุโรป ที่ภายหลังต่อมาค่อยๆเติมสร้างเป็นศิลปะสมัยนิยม(Modernism) ออกมาสู่สังคมอย่างสง่างามในยุคเวลาต่อมา

ส่วนภาพเขียนอันเป็นที่พูดถึงไปทั่ววงการของกูร์แบอย่าง The Artist's Studio หรือแม้แต่ภาพเขียนขวัญใจนักสังคมนิยมทั้งหลายอย่าง The Stone Breakers ทางพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถขนมาโชว์ให้ผู้เขียนถึงจุดไคล์แมกซ์ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นิทรรศการดูน่าเบื่อไปแต่อย่างใด



คำวิจารณ์และสื่อของฝรั่งเศสที่ส่อเสียดรสนิยมทางศิลปะของกูร์แบ
ณ ช่วงสมัยนั้นยังคงมีบันทึกเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้



ภาพเขียนของกูร์แบแสดงให้ถึงความตรงไปตรงมาของสังคมมนุษย์ ภาพวาดส่วนใหญ่ของเขาไร้การแต่งเติมให้สวยงามเกินจริง แสดงออกตามที่เป็นผ่านทางผลงานศิลปะของลัทธิสัจนิยม อุดมการณ์ที่แรงกล้าผ่านวงการการเมืองที่เขาเข้าไปมีส่วนพัวพันกับฝ่ายปฏิวัติสังคมฝรั่งเศส กูร์แบเป็นจัดเป็นศิลปินคนแรกที่เลือกจะนำเสนองานศิลปะผ่านชนชั้นกรรมชีพ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ฝรั่งเศสจะผ่านการปฏิวัติไปแล้ว ศิลปินผู้นี้ก็ยังไม่มีใครเห็นความสำคัญ ชื่อของกูร์แบถูกนำมาล้อเลียนในวงการศิลปะและนิตยสารปัญญาชนมากมาย ชายอ้วนกับหนวดเคราหนาทึบ ได้กลายเป็นภาพติดตาชาวฝรั่งเศสไปในที่สุด จนกระทั่งถึงศัตรวรรษที่ 19

Beauty, like truth, is relative to the time when one lives and to the individual who can grasp it. The expression of beauty is in direct ratio to the power of conception the artist has acquired.
- Gustave Courbet

*

แอ๊ก อย่าเพิ่งไปยังไม่จบ เราปิดท้ายด้วยของสวยงามจากประวัติศาสตร์ศิลปะมาถึงปัจจุบัน จากพิพิธภัณฑ์ตัวแม่ในแฟร้งเฟิรต์ Schirn Kunsthalle Frankfurt กับนิทรรศการส่งท้ายปี Die Chronologie der Bilder ที่ขนงานศิลปะตั้งแต่ศัตรวรรษที่ 14 จวบไปถึงค.ศ. 2011 ในปัจจุบัน

ใครอยู่ใกล้เมืองแฟร้งเฟิรต์ตอนนี้ ห้ามพลาดนี่เป็นนิทรรศการปิดท้ายปีที่รักมากที่สุด เพราะโอกาสที่คุณจะหาดูความเคลื่อนไหวของศิลปะตะวันตกจวบจนถึงปัจจุบัน สามารถเดินเข้ามาชมได้ภายในครึ่งชั่วโมง มีเพียงที่นี่เท่านั้น โอกาสดีมาถึงแล้วสำหรับเราๆที่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้อยู่ใกล้แบบนั่งรถไฟไปสี่ถานีถึง

เก็บบรรยากาศมาให้ดูกันค่ะ













วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"แจกเลคเชอร์หมวดคำศัพท์" ภาษาเยอรมันเบื้องต้น A1


ตามนั้นเลยค่ะ ตอนนี้ส่วนตัวเรียนไปจนจะจบ B1 แล้ว
มีอันต้องสละเจ้าเลคเชอร์น้อยกลอยใจไปขึ้นเล่มใหม่ อย่างเสียไม่ได้
เราเคยทำเลคเชอร์ประวัติศาสตร์ศิลป์ตอนมหาลัยฯเลื่องชื่อไว้ ก็ดั๊นไม่ได้พกมาอีก
ครั้งนี้เวลาทำจะต้องเก็บไว้บ้างล่ะ เลยเอามาแบ่งปันกัน

อันนี้เป็นรวบรวมหมวดคำศัพท์และแกรมมาติกบางอัน
ของคนที่กำลังศึกษาและเตรียมสอบภาษาเยอรมัน A1 อยู่
แต่ขอบอกว่าความโหดของศัพท์เหล่านี้สามารถเลยเถิดไปถึง A2 ได้ด้วยนะ เหอๆๆ


เรโซลูชั่นแน่น ละเอียด เอาไฟล์ไปร้านปริ้นท์ขาวดำมานั่งอ่านได้เลย
มีแยกหมวดคำศัพท์ กิริยา การผัน ประโยคตัวอย่างพร้อมคำแปล
ตามสีต่างๆ เช่น สีเขียวคำศัพท์ สีม่วงกิริยา สีดำประโยคสนทนาตัวอย่าง ฯลฯ
ถามว่ามีผิดไหม ก็มีอย่างเยอะ เพราะเลคเชอร์ไล่ควายเอาระหว่างอาจารย์สอน
แก้กันเองแล้วแต่บุญแต่กรรม แต่คิดว่าส่วนใหญ่ถูกน่า

หมวดคำศัพท์ มีดังต่อไปนี้


หมวดสุขภาพ


ถนนหนทาง


อพารท์เมนต์และห้องพัก + Personalpronomen


เสื้อผ้า + Dativ.


งานแต่งงาน เทศกาลต่างๆ + เสริม Dativ.


ครอบครัว



โหลดได้ที่นี่

ขอให้โชคดีกับการเรียนภาษาเยอรมันจ้า

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไปล่องแม่น้ำไรน์ ฉบับครบรอบแต่งงานครึ่งปี ♥ (Der Rheinromantik Valley)

หายไปนานเลย เนื่องจากอาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายสำหรับภาคเรียนเทอมหนึ่งค่ะ เลยต้องมีการเคลียร์งานกันเป็นพิเศษ แล้วก็ไปเรียนทุกวันสม่ำเสมอทั้งๆที่ในใจอยากหยุดใจแทบขาดอยู่แล้ว T_T

เอาล่ะเข้าเรื่อง อาทิตย์ก่อนในเนื่องจากวาระครบรอบของเรา คุณอันเดรียสกับเอสมีเวลาไม่ตรงกันต่างคนต่างทำงานทั้งคู่ ก็เลยถือโอกาสเอาช่วงเวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปล่องแม่น้ำไรน์ตั้งแต่ Der Rheinromantik Valley เลยไปจรดถึงโคลล์เพลน์เลยค่ะ วิธีไปก็ไม่ยาก เริ่มจากสถานีรถไฟหลักเมืองแฟร้งเฟริต์(ที่ไปบ่อยจนจะเป็นหัวลำโพงสำหรับเราไปแล้ว) มุ่งหน้ามาสู่หมู่บ้านเล็กๆน่ารักแบบนี้เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆเท่านั้นเอง

ไปดูกันเลยดีกว่า





แม่น้ำไรน์(Der Rhein) อาจไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติกอะไรมากเหมือนแม่น้ำสายอื่น แต่ถ้าวัดจากความสวยงามแล้วอยากแนะนำให้ไปเที่ยวกันเลยแหละ นอกจากจะได้กินลมชมวิวล่องเรือแล้ว ริมแม่น้ำยังรายล้อมไปด้วยไร่องุ่นมากมายเพราะบริเวณแถวนี้ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ค่ะ ไปตามสืบมาดีๆก็พบว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์อันดับทอปๆของโลกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีปราสาทตั้งแต่ยุคมิเดวัลตั้งตระหง่านพร้อมไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าตำนานต่างๆมากมาย ให้เราเชยชมไปตลอดทาง

แต่วันนี้จะไม่มานั่งบ่นเรื่องประวัติศาสตร์ให้เสียเวลาหรอก เน้นให้ชมภาพสวยกันดีกว่า เพราะเป็นโอกาสดีที่เอสจะได้ทดลองน้องหนู CANON EOS 1000d พร้อมเลนส์ซูมที่เพิ่งถอยมาใหม่ด้วยค่ะ อิอิ ผลออกมาจะได้เกรดดี หรือเกรดซีก็แล้วแต่จะพิจารณา



แอ่นแอ้น เริ่มจากก้าวลงจากสถานี มีนักท่องเที่ยวเต็มเลย
นั่งรถไฟจากสถานีหัวลำโพงแฟร้งเฟิรต์ เป็นเวลาชั่วโมงครึ่ง
อากาศร้อนวัดอุณหภูมิได้ประมาณ 30 องศา
ร้อนมากกกกก เหมือนเรายกกรุงเทพมาไว้ที่บ้านคุณ


เดินมาจนถึงถนนสายนี้


บริเวณนี้เป็นถนนใหญ่ค่ะ รถผ่านเยอะ เพราะจะเป็นทางที่ท่าเรือจอดอยู่
ของรอบข้าง เต้มไปด้วยของขายนักท่องเที่ยวเพียบ
ของแพงหมด แถมอาหารไม่ค่อยอร่อย ที่บ่นๆนี่มาจากคุณอันเดรียสเจ้าภาพเราล้วนๆ

ว่าแล้วเราก็เลยไม่ได้แวะกินอะไรกันเลย หันไปเดินเที่ยวแทน


ว่าแล้วก็เดินเข้าซอยเที่ยวชมร้านอาหาร ดูคนเดิน ก่อนเรือออกค่ะ
บริเวณมีร้านขายของทั้งแผนที่ หนังสือท่องเที่ยว สินค้าหลักก็คือไวน์ เบียร์
ตามประสาของที่ระลึกในเยอรมนี ตอนนี้ไม่ได้ขายไส้กรอกกันแล้ว เพราะกฏห้ามขนกลับ

ระหว่างทาง ก็เดินเที่ยวดูของไป ฟังเพลงคลอเคล้าเล่นดนตรีสดกันไป
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ชาติอะไร ยุ่นๆจีนๆชาติเรากันนี้แหละค่ะ











โซนนี้เปิดตอนดึก สำหรับคอดริ้งค์ยามค่ำคืน


ร้านนี้เขียนทุกภาษา กะขายให้ได้ทุกชนชาติ
เยอรมัน รัซเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฯ ไม่ยั่น นางลงทุนมวากก



อยากเหมาให้หมดเลยอะร้านนี้ ของน่ารักมากก


เดินกลับมาที่ท่าเรืออีกครั้ง เจอเรือของเราตั้งรออยู่


ขึ้นมาบนเรือแล้ว เหล่าดอยซ์ๆก็ตื่นเต้นกันใหญ่


คุณอันเดรียสไม่รอช้า ได้กล้องแล้วหยิบแชะนกทันที


บ้านเรือนอยู่ไม่ไกลจากเรือ เลยถ่ายมาก สวยมากก แต่ราคาแพงระยิบมากก
แถมยังตอบไม่ได้ว่าซื้ออยู่แล้วจะทำงานทำการกันตรงไหน ไกลเมืองสุดๆ

ลืมบอกไปค่ะว่าท่าเรือ อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ใครมาที่นี่ก็คงจะไม่ต้องกลัวหลง ได้เรือแน่ๆ
ถึงเรือจะออกแล้ว ก็คงจะกระโดดขึ้นเรือทัน ให้ตายเถอะ เคลื่อนตัวช้ามากก
เสียงรถไฟก็นั่งตลอดเวลา คุณอันเดรียสหัวเราะอุบอิบ เพราะเป็นรถไฟโดยสาร
ที่วิ่งๆอยู่อาจจะเป็นงานของสามีเราเองก็ได้ โอเคให้เค้าเห่องานไป เราไปถ่ายรูปต่อ



เห็นปราสาท อยู่ไกลบนยอดเขาลิบๆ ไม่รู้ของใครอะไรยังไง


เรือออกแล้ว เห็นท่าเรือของเมือง Rheinstraße อยู่ลิบๆ
พร้อมกับไร่องุ่นสีเขียวเรียงรายเต็มริมแม่น้ำ


บริเวณนี้เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่งของเยอรมนีค่ะ
ของดีที่เรือผ่านแล้วควรถ่ายเก็บ สำหรับผู้สนใจไปเที่ยวเมืองนี้
อนุสาวรีย์ชื่อ Niederwalddenkmal(The Niederworld Monument)
สร้างขึ้นในวาระรวมชาติเยอรมนี และตั้งตนเป็นอิสระออกจากประเทศฝรั่งเศสค่ะ
หลังสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (Franco-Prussian War)
สร้างขึ้นในเดือนพฤศภาคม ปี 1871 ยุคสมัยพระเจ้าวิลเลี่ยมที่หนึ่ง
สมัยนั้นเยอรมันยังเป็นอาณาจักรปรัซเซียอยู่เลย


สตรีเยอรมาเนียนางนี้เธอปรากฏกายบ่อยอยู่ ถ้าไปเที่ยวเบอลินอาจเผลอเจอเธอได้
แต่เราไม่มีโอกาสถ่อสังขารขึ้นไปเฉยชมถึงยอดเขา เพราะกลัวขาลากตายก่อน

เลยอาศัยซูมมาด้วยกล้องได้แค่นี้แหละ



เรือเริ่มมุ่งสู่แม่น้ำไรน์ ระหว่างนั้นก็มีเสียงพากย์เยอรมัน ญี่ปุ่น อังกฤษ และจีน!
ตามลำดับ ปวดตับมาก ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ระหว่างล่องก็เล่นรีมิกซ์แบบนี้ไปเป็นระยะๆ
แถมยังมีดอยซ์หลายคนหันมาจ้องหน้าเราทุกครั้ง เวลาที่เสียงพากย์จีนมา
ฉีเฉี่ยวเจิ้นอี้เจินโฉวเฉ่ยจับฉ่าย ฯลฯ โดนเหมาหลายเป็นเจ๊กกลางเรือไปในที่สุด


ปราสาทหลังแรกที่ได้ทราบประวัติเป็นการเป็นงาน
ปราสาทจากยุคศัตรวรรษที่ 13 ค่ะ ชื่อ Mäuseturm (The Mouse Tower)
ทำไมชื่อมันถึงดูหนูๆ จริงแล้วมีตำนานเล่ากันมาอยู่ค่ะ

ประมาณว่าปราสาทหลังนี้จะลิ้งค์ตรงไปกับปราสาทที่อยู่ไม่ไกลอีกแห่ง
คือปราสาท Ehrenfels Castle เรียกว่าตั้งอยู่ใกล้ๆกันมองเห็นกันได้ตลอด
สาเหตุแรกด้วยความที่ปราสาทนี้ขนาดเล็กกว่า ก็เลยได้ฉายาว่าปราสาทรูหนู



อีกตำนานก็เล่าว่าเจ้าเมืองที่เคยปกครองหมู่บ้านริมแม่น้ำไรน์แห่งนี้
เป็นบิชอพนาม Hatto II, the Archbishop of Mainz มีนิสัยโหดเหี้ยม
ปล่อยให้ชาวบ้านตกระกำลำบาก ใครที่ล่องเรือผ่านมาก็จะถูกพลธนูยิงตายหมด
ชาวบ้านก็ต่างพากันเดือดร้อนไม่มีข้าวจะกิน เจ้าเมืองก็ไม่สนใจไยดีแต่ประการใด

ความโหดยังไม่จบลงแค่นี้ เมื่ออยู่ดีๆก็หลอกลวงชาวบ้านว่าจะมีการแจกอาหาร
ทหารพากันหลอกลวงชาวบ้านเมืองเข้ามายังปราสาทแห่งนี้ หลังจากนั้น
ก็มีการจุดไฟเผาเหล่าชาวบ้านให้ตายในเพลิงไฟทุกข์ทรมาน ในขณะที่บิชอพหัวเราะสะใจ
แล้วตะโกนดัง "ฟังเสียงโหยหวนของเหล่าหนูนาพวกนี้สิ" ทันใดนั้น
กองทัพหนูในปราสาทก็กรูกันข้ามแม่น้ำ เข้ามาทำลายกองทัพของบิชอพใจโฉดทันที
เพราะกับกัดกินร่างของบิชอพจนเดี้ยงเกลายเป็นอาหารหนูไปในที่สุด จบ



ซึ่งปราสาทที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับปราสาท Mäuseturm
ก็คือปราสาทในรูปนี้เองค่ะ ถ่ายมาข้างๆกัน ปราสาท Burg Ehrenfels


ไม่รู้ป่านี้จะมีวิญญาณตนไหนมองลงมายังปราสาทรูหนูอยู่รึปล่าว
มองเห็นซากความเก่าแล้วก็ขนลุกพิกล





มาเจอปราสาทอีกหลัง Burg Rheinstein ค่ะ ตั้งสง่าอยู่ริมแม่น้ำไรน์
อันนี้ก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน สร้างขึ้นในศัตรวรรษที่ 13
เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงในด้านความงดงาม และถูกบูรณะใหม่ในศัตรวรรษที่ 19
เคยเป็นที่พำนักของพระเจ้าเฟรดดิก แห่งราชวงศ์ปรัซเซียมาก่อน

จริงๆคนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็เข้าไปชมได้ถนัดๆ แถมข้างในมีประวัติการสร้างมากมาย
รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์เครื่องของตั้งแต่โรมันถึงยุคกลาง ขนาดย่อม





ที่ปลูกกันเรียงรายอยุ่บนบ้านเรือนี้ก็ไร่องุ่นทั้งนั้นเลยค่ะ ของขึ้นชื่อ



ปราสาท Burg Sooneck ตั้งอยู่ไกลลิบๆ เฉียดเขาเลย
ปราสาทหลังนี้ได้ถูกบันทึกเป็นสมบัติขององค์กรยูเนสโกด้วย
เก่าแก่มาก เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายยุคศัตวรรษที่ 11 แน่ะค่ะ
ปัจจุบันใครสนใจก็สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ อยู่ใกล้ไม่ไกลจากปราสาทหลังอื่นๆ
ภายในตกแต่งด้วยสไตล์นีโอกอธิค ผสมผสานจากศิลปะ Biedermeier
จากช่วงยุคโรแมนติกในศัตรวรรษที่ 19 ของเยอรมนี


ใครที่ชื่นชอบความงาม อยากจะพักค้างคืนก็จับจองห้องกันได้
มีโรงแรมหลากหลายสไตล์และราคาให้ท่านเลือกสรรกันค่ะ
อย่างที่นี่ก็จะแพงระยิบระยับหน่อย แต่อยู่ใกล้ฝั่งมาก สวย ลมเย็น



ถ่ายรูปฝั่งซ้าย ติดภูเขา


ถ่ายรูปฝั่งขวา ติดไร่องุ่น
ระหว่างนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปแล้ว มัวแต่นั่งสวาปามสปาเกตตี้เห็ดบนเรือ



เสียงภาษาจีนดังออกจากโทรโข่ง โฉ่วๆโหม่วๆฉิงๆ เราก็ได้เลยลุกขึ้นมาดูพอดี

โดมขนาดเล็กนี้มีนามว่า Burg Pfalzgrafenstein ค่ะ ตั้งอยู่บนเกาะจิ๋ว Falkenau
(Kaub with the Pfalz)
สร้างขึ้นตั้งแต่ศัตรวรรษที่ 12 จุดประสงค์มีไว้เป็นด่านเก็บเงินเรือโดยสารอยู่แต่โบราณ
แต่มามีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ก็ในช่วงศัตวรรษที่ 18
ในช่วงสงคราม Napoleonic Wars (ไทย: สงครามนโปเลียน)


อนุสาวรีย์นายพลฯ Blücher


นายพลฯ Field Marshal Blücher ได้พากองทัพปรัซเซียข้ามแม่น้ำไรน์แห่งนี้
ในช่วงฤดูหนาวของเยอรมนีที่หิมะลงจัดพอดี ด้วยการสร้างสะพานเชื่อมไปยัง
ปราสาทแห่งนี้แหละ ต่อด้วยนำพากองทัพโดยสารทางเรือข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำไรน์


แม่น้ำไรน์เองเป็นแม่น้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความหฤโหดของกระแสน้ำอยู่มาก
การจะข้ามฝั่งไปอีกด้านนั้นยากแสนยาก แม้เวลาจะผ่านไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
กองทัพเยอรมันก็ยังประสบปัญหาในการข้ามแม่น้ำสายนี้อยู่เลยค่ะ



ที่ไกลอยู่ลิบๆห่างไปไม่ไกลเป็นปราสาท Burg Gutenfels
สร้างในศัตรวรรษที่ 15 คำว่า Gutenfel ในภาษาเยอรมันมีความหมาย
ประมาณว่าภูผาแกร่ง เพราะเคยโดนข้าศึกล้อมรอบปราสาทให้ขาดเสบียงมาก่อน
แต่กองทัพข้างในก็ยังอยู่รอดมาได้ถึงหกสับดาห์ ตอนนี้กลายสภาพเป็นโรงแรมไปแล้ว
ราคาปริ้วววว จ่ายแล้วตัวปลิวมาก เพราะสามารถมองเห็นวิวได้จรดแม่น้ำเลย



ปราสาท Schönburg พอมาถึงบริเวณนี้ ก็เท่ากับว่าเรือโดยสารของเรา
นำพามาถึงบริเวณกลางแม่น้ำไรน์แล้วค่ะ


วิวสวยยย





และแล้วก็มาถึงย่านนี้ ย่านดังในตำนาน ทายซิ ที่ไหน แอ่นแอ้น


LORELEY ค่ะ หลายคนอาจคุ้นชื่อ บางคนไม่รู้จัก เป็นตำนานย่านดังแถวนี้ค่ะ
บริเวณทางตะวันออกของแม่น้ำไรน์ ถูกขนาบด้วยภูผา และโขดหินโสโครกใต้น้ำรุงรัง
ถ้าเมืองไทยคงจะเป็นแบบ โค้งนรกแตก สามแพร่ง คงคาเฮี้ยน อะไรแบบนี้แหละมั้ง


Loreley เธอเป็นแม่มดสาวสวยค่ะ ตามตำนานว่าเธอจะคอยร้องเพลงอยู่ที่ริมโขดหิน
มีความสวยเป็นมหัศจรรย์มาก ผู้ชายที่ขับเรือผ่านก็จะหลงใหลในเสียงของเธอ
ก็จะมีอันต้องมนต์สะกด เรือล่ม เรือจม เสียชีวิตวนเวียนอยู่ในย่านนี้ร่ำไป



ตำนานนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงมากในเยอรมนี ตอนนี้เขตที่ Loreley มาร้องเพลง
กลายเป็นสถานที่บริเวณแสดงคอนเสิรต์ชื่อดัง ร้องแข่งกับ Loreley ไปแล้ว
บริเวณที่ธงปกอยู่เนี้ยแหละค่ะ เป็นสถานที่แสดงโปรดของวงกอธิคส่วนใหญ่



ปราสาท Burg Katz ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน
สวยมาก ยอมรับว่าเทใจให้ปราสาทหลังนี้มากกว่าหลังอื่นๆเลยอ่ะ



มาถึงตอนนี้เรือก็ใกล้จะถึงที่หมายแล้วค่ะ สี่ชั่วโมง เหนื่อยสุดๆ
จริงๆก็อยากล่องให้ยาวกว่านี้แต่แบบ ไม่ไหวจริงๆ อากาศร้อนมาก ลมแรง

พอมาถึงกลางแม่น้ำทุกคนก็ผลอยหลับกันเป็นแถว (เราก็ด้วย)
ความรู้สึกคือ เฮ้อ ไม่อยากกลับเลยน้า แต่คงต้องลาไปแล้วค่ะสำหรับเอนทรี่นี้
สำหรับคนที่ชมภาพขนาดเล็กแล้วไม่สะใจ อยากดูภาพขนาดใหญ่
ไปตามดูกันได้นะคะที่
http://www.flickr.com/photos/esmieoww/